大東的 龍紋鏊..
วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556
วันจันทร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556
เพลงประกอบ ko one ภาค2
曾沛慈:一個人想著一個人 lyrics + pinyin (Trans into Thai)
你離開的那一天 天空有點灰
見不著你最愛的藍天
少了一個人鬥嘴
多些朋友的安慰
一切 都不是錯覺
來不及道聲感謝
故事已結尾
太多事情來不及後悔
我還有太多心願
太多夢沒有實現
桌上還留著過去的照片
我一個人的失眠 一個人的空間
一個人的想念 兩個人的畫面
是誰的眼淚是誰的憔悴
灑滿地的心碎
我一個人的冒險
一個人的座位
一個人想著一個人
眼角的淚這不是錯覺
那些年 那幾天 那一夜 都恍如昨天
這些年 這幾天 這一夜 你讓我失眠
Pinyin
Nǐ líkāi de nà yītiān tiānkōng yǒudiǎn huī
Jiàn bùzháo nǐ zuì'ài de lántiān
Shǎole yīgèrén dòuzuǐ
Duō xiē péngyǒu de ānwèi
Yīqiè dōu bùshì cuòjué
Láibují dào shēng gǎnxiè
Gùshì yǐ jiéwěi
Tài duō shìqíng láibují hòuhuǐ
Wǒ hái yǒu tài duō xīnyuàn
Tài duō mèng méiyǒu shíxiàn
Zhuō shàng hái liúzhe guòqù de zhàopiàn
Wǒ yīgèrén de shīmián yīgèrén de kōngjiān
Yīgèrén de xiǎngniàn liǎng gè rén de huàmiàn
Shì shuí de yǎnlèi shì shuí de qiáocuì
Sǎ mǎn dì de xīn suì
Wǒ yīgèrén de màoxiǎn
Yīgèrén de zuòwèi
Yīgèrén xiǎngzhe yīgèrén
Yǎnjiǎo de lèi zhè bùshì cuòjué
Nàxiē nián nà jǐ tiān nà yīyè dōu huǎng rú zuótiān
Zhèxiē nián zhè jǐ tiān zhè yīyè nǐ ràng wǒ shīmián
วันที่คุณจากไป ท้องฟ้าเป็นสีเทา
ไม่สามารถเห็นท้องฟ้าสีฟ้าที่คุณชอบที่สุด
ฉันสูญเสียใครบางคนที่ฉันสามารถหยอกล้อเล่นกัน
มีเพื่อนหลายคนปลอบใจ
ทั้งหมดล้วนไม่ใช่ภาพลวงตา
ไม่ทันกล่าวขอบคุณ
เรื่องราวก็จบแล้ว
มีหลายเรื่องสายเกินไปที่จะเสียใจ
ฉันยังคงมีความปรารถนามากมาย
ความฝันหลายอย่างยังไม่เป็นจริง
บนโต๊ะยังมีรูปเก่า
ฉันคนหนึ่งนอนไม่หลับ คนหนึ่งที่ว่าง (โดดเดี่ยว)
คนหนึ่งคิดถึง ภาพของเราสองคน
น้ำตาของใคร ความปวดใจของใคร
หัวใจแตกเป็นเสี่ยงๆบนพื้น
ฉันคนหนึ่งผจญภัย
คนหนึ่งนั่งบนที่นั่ง
คนหนึ่งกำลังคิดถึงคนหนึ่ง
น้ำตาของฉันไม่ใช่ภาพลวงตา (แปลให้สละสลวยไม่ได้แปลตรงตัวนะคะ)
ปีเหล่านั้น วันเหล่านั้น คืนนั้น ดูเหมือนเมื่อวาน
ปีเหล่านี้ วันเหล่านี้ คืนนี้ คุณทำให้ฉันนอนไม่หลับ
(ขอขอบคุณhttp://jrockbaby.blogspot.com/2013/01/lyrics.html)
見不著你最愛的藍天
少了一個人鬥嘴
多些朋友的安慰
一切 都不是錯覺
來不及道聲感謝
故事已結尾
太多事情來不及後悔
我還有太多心願
太多夢沒有實現
桌上還留著過去的照片
我一個人的失眠 一個人的空間
一個人的想念 兩個人的畫面
是誰的眼淚是誰的憔悴
灑滿地的心碎
我一個人的冒險
一個人的座位
一個人想著一個人
眼角的淚這不是錯覺
那些年 那幾天 那一夜 都恍如昨天
這些年 這幾天 這一夜 你讓我失眠
Pinyin
Nǐ líkāi de nà yītiān tiānkōng yǒudiǎn huī
Jiàn bùzháo nǐ zuì'ài de lántiān
Shǎole yīgèrén dòuzuǐ
Duō xiē péngyǒu de ānwèi
Yīqiè dōu bùshì cuòjué
Láibují dào shēng gǎnxiè
Gùshì yǐ jiéwěi
Tài duō shìqíng láibují hòuhuǐ
Wǒ hái yǒu tài duō xīnyuàn
Tài duō mèng méiyǒu shíxiàn
Zhuō shàng hái liúzhe guòqù de zhàopiàn
Wǒ yīgèrén de shīmián yīgèrén de kōngjiān
Yīgèrén de xiǎngniàn liǎng gè rén de huàmiàn
Shì shuí de yǎnlèi shì shuí de qiáocuì
Sǎ mǎn dì de xīn suì
Wǒ yīgèrén de màoxiǎn
Yīgèrén de zuòwèi
Yīgèrén xiǎngzhe yīgèrén
Yǎnjiǎo de lèi zhè bùshì cuòjué
Nàxiē nián nà jǐ tiān nà yīyè dōu huǎng rú zuótiān
Zhèxiē nián zhè jǐ tiān zhè yīyè nǐ ràng wǒ shīmián
วันที่คุณจากไป ท้องฟ้าเป็นสีเทา
ไม่สามารถเห็นท้องฟ้าสีฟ้าที่คุณชอบที่สุด
ฉันสูญเสียใครบางคนที่ฉันสามารถหยอกล้อเล่นกัน
มีเพื่อนหลายคนปลอบใจ
ทั้งหมดล้วนไม่ใช่ภาพลวงตา
ไม่ทันกล่าวขอบคุณ
เรื่องราวก็จบแล้ว
มีหลายเรื่องสายเกินไปที่จะเสียใจ
ฉันยังคงมีความปรารถนามากมาย
ความฝันหลายอย่างยังไม่เป็นจริง
บนโต๊ะยังมีรูปเก่า
ฉันคนหนึ่งนอนไม่หลับ คนหนึ่งที่ว่าง (โดดเดี่ยว)
คนหนึ่งคิดถึง ภาพของเราสองคน
น้ำตาของใคร ความปวดใจของใคร
หัวใจแตกเป็นเสี่ยงๆบนพื้น
ฉันคนหนึ่งผจญภัย
คนหนึ่งนั่งบนที่นั่ง
คนหนึ่งกำลังคิดถึงคนหนึ่ง
น้ำตาของฉันไม่ใช่ภาพลวงตา (แปลให้สละสลวยไม่ได้แปลตรงตัวนะคะ)
ปีเหล่านั้น วันเหล่านั้น คืนนั้น ดูเหมือนเมื่อวาน
ปีเหล่านี้ วันเหล่านี้ คืนนี้ คุณทำให้ฉันนอนไม่หลับ
(ขอขอบคุณhttp://jrockbaby.blogspot.com/2013/01/lyrics.html)
วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
อักษรไทยสมัยพ่อขุนราม
อักษรไทย
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1826 โดยทรงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัดและอักษรไทยเดิม ซึ่งดัดแปลงมาจากอักษรมอญและคิดอักษรไทยขึ้นใหม่ให้มีสระ และวรรณยุกต์ให้พอใช้กับภาษาไทย และทรงเรียกอักษรดังกล่าว ลายสือไทย ดังมีกล่าวในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงตอนหนึ่งว่า "เมื่อ ก่อนลายสือไทยนี้บ่มี 1205 ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในใจ แลใส่ลายสือไทยนี้ ลายสือไทยนี้จึงมีพ่อขุนรามคำแหงผู้นั้นใส่ไว้…" (ปี 1205 เป็นมหาศักราชตรงกับพุทธศักราช 1826)
ลักษณะอักษรไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหง
1.อักษร สมัยพ่อขุนรามคำแหงดัดแปลงมาจากอักษรขอมหวัด มีดังนี้คือ ก ข ค ฆ ง จ ฉ ช ญ ฎ ฐ ณ ต ถ ท ธ น ป ผ พ ภ ม ย ร ล ว ศ ษ ส ห และได้เพิ่มพยัญชนะและวรรณยุกต์ให้พอกับภาษาไทยในสมัยนั้น ได้แก่ ฃ ฅ ซ ฎ ด บ ฝ ฟ อ และวรรณยุกต์เอก และโท
2.สระและพยัญชนะเขียนเรียงอยู่ในบรรทัดเดียวกัน และสูงเสมอกัน เขียนสระไว้หน้าพยัญชนะ ยกเว้นสระอะ สระอาเขียนอยู่ข้างหลัง ส่วนวรรณยุกต์เขียนไว้ข้างบน
3.สระอะเมื่อมีตัวสะกด ใช้พยัญชนะซ้อนกัน เช่น น่งง (นั่ง) ขบบ (ขับ)
4.สระเอีย ใช้ ย แทน เช่น สยง (เสียง) ถ้าไม่มีตัวสะกดใช้สระอี โดยไม่มีไม้หน้า
5.สระอัว ที่ไม่มีตัวสะกด ใช้ วว เช่น ตวว (ตัว)
6.สระอือและสระออที่ไม่มีตัวสะกด ไม่ใช้ อ เช่น ชี่ (ชื่อ) พ่ (พ่อ)
7.สระอึ ใช้สระอิและสระอีแทน เช่น ขิ๋น (ขึ้น) จี่ง (จึ่ง)
8.ตัว ม ที่เป็นตัวสะกดใช้นฤคหิต เช่น กลํ (กลม)
ฯลฯ
2.สระและพยัญชนะเขียนเรียงอยู่ในบรรทัดเดียวกัน และสูงเสมอกัน เขียนสระไว้หน้าพยัญชนะ ยกเว้นสระอะ สระอาเขียนอยู่ข้างหลัง ส่วนวรรณยุกต์เขียนไว้ข้างบน
3.สระอะเมื่อมีตัวสะกด ใช้พยัญชนะซ้อนกัน เช่น น่งง (นั่ง) ขบบ (ขับ)
4.สระเอีย ใช้ ย แทน เช่น สยง (เสียง) ถ้าไม่มีตัวสะกดใช้สระอี โดยไม่มีไม้หน้า
5.สระอัว ที่ไม่มีตัวสะกด ใช้ วว เช่น ตวว (ตัว)
6.สระอือและสระออที่ไม่มีตัวสะกด ไม่ใช้ อ เช่น ชี่ (ชื่อ) พ่ (พ่อ)
7.สระอึ ใช้สระอิและสระอีแทน เช่น ขิ๋น (ขึ้น) จี่ง (จึ่ง)
8.ตัว ม ที่เป็นตัวสะกดใช้นฤคหิต เช่น กลํ (กลม)
ฯลฯ
อักษรไทยของพ่อขุนรามคำแหง ใช้แพร่หลายในเขตล้านนา ล้านช้าง และกรุงศรีอยุธยา ต่อมาชาวล้านนาและชาวล้านช้างเลิกใช้อักษรไทยสมัยกรุง สุโขทัยและใช้อักษรของพวกลื้อ ซึ่งเป็นอักษรไทยพวกหนึ่งแทน ส่วนกรุงศรีอยุธยายังคงใช้อักษรไทยและดัด แปลงแก้ไขมาเป็นระยะ ๆ จนเป็นเช่นอักษรไทยปัจจุบัน
อักษรไทยในปัจจุบัน
พยัญชนะ
พยัญชนะไทยมี 44 รูป สามารถแบ่งตามฐานที่ใช้ในการออกเสียงเป็นวรรค ดังเช่นในภาษาบาลีและสันสกฤต พร้อมแสดงชื่อเรียกในปัจจุบัน
วรรค กะ - ก ไก่ ข ไข่ ฃ ขวด* ค ควาย ฅ คน* ฆ ระฆัง ง งู
วรรค จะ - จ จาน ฉ ฉิ่ง ช ช้าง ซ โซ่ ฌ เฌอ ญ หญิง
วรรค ฏะ - ฎ ชฎา ฏ ปฏัก ฐ ฐาน ฑ มณโฑ ฒ ผู้เฒ่า ณ เณร
วรรค ตะ - ด เด็ก ต เต่า ถ ถุง ท ทหาร ธ ธง น หนู
วรรค ปะ - บ ใบไม้ ป ปลา ผ ผึ้ง ฝ ฝา พ พาน ฟ ฟัน ภ สำเภา ม ม้า
เศษวรรค - ย ยักษ์ ร เรือ ล ลิง ว แหวน ศ ศาลา ษ ฤๅษี ส เสือ ห หีบ ฬ จุฬา อ อ่าง ฮ นกฮูก
* เนื่องจาก ฃ และ ฅ ปัจจุบันไม่พบการใช้งาน จึงอนุโลมใช้ ข และ ค แทนในการสะกด
พยัญชนะไทยยังแบ่งออกเป็น 3 หมู่ เรียกว่า ไตรยางศ์ ประกอบด้วย
* อักษรสูง 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
* อักษรกลาง 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
* อักษรต่ำ 24 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ
วรรค กะ - ก ไก่ ข ไข่ ฃ ขวด* ค ควาย ฅ คน* ฆ ระฆัง ง งู
วรรค จะ - จ จาน ฉ ฉิ่ง ช ช้าง ซ โซ่ ฌ เฌอ ญ หญิง
วรรค ฏะ - ฎ ชฎา ฏ ปฏัก ฐ ฐาน ฑ มณโฑ ฒ ผู้เฒ่า ณ เณร
วรรค ตะ - ด เด็ก ต เต่า ถ ถุง ท ทหาร ธ ธง น หนู
วรรค ปะ - บ ใบไม้ ป ปลา ผ ผึ้ง ฝ ฝา พ พาน ฟ ฟัน ภ สำเภา ม ม้า
เศษวรรค - ย ยักษ์ ร เรือ ล ลิง ว แหวน ศ ศาลา ษ ฤๅษี ส เสือ ห หีบ ฬ จุฬา อ อ่าง ฮ นกฮูก
* เนื่องจาก ฃ และ ฅ ปัจจุบันไม่พบการใช้งาน จึงอนุโลมใช้ ข และ ค แทนในการสะกด
พยัญชนะไทยยังแบ่งออกเป็น 3 หมู่ เรียกว่า ไตรยางศ์ ประกอบด้วย
* อักษรสูง 11 ตัว ได้แก่ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
* อักษรกลาง 9 ตัว ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
* อักษรต่ำ 24 ตัว ได้แก่ ค ฅ ฆ ง ช ซ ฌ ญ ฑ ฒ ณ ท ธ น พ ฟ ภ ม ย ร ล ว ฬ ฮ
สระ
สระในภาษาไทยมี 21 รูป ซึ่งรูปสระเหล่านี้จะนำไปประกอบเป็นรูปสระที่ใช้จริงอีกต่อหนึ่ง
* ะ วิสรรชนีย์ นมนางทั้งคู่
* ั ไม้หันอากาศ หางกังหัน ไม้ผัด
* ็ ไม้ไต่คู้ ไม้ตายคู้
* า ลากข้าง
* ิ พินทุ์อิ
* ่ ฝนทอง
* ํ นิคหิต นฤคหิต หยาดน้ำค้าง
* " ฟันหนู, มูสิกทันต์
* ุ ตีนเหยียด ลากตีน
* ู ตีนคู้
* เ ไม้หน้า
* ใ ไม้ม้วน
* ไ ไม้มลาย
* โ ไม้โอ
* อ ตัวออ
* ย ตัวยอ
* ว ตัววอ
* ฤ ตัวรึ
* ฤๅ ตัวรือ
* ฦ ตัวลึ
* ฦๅ ตัวลือ
* ะ วิสรรชนีย์ นมนางทั้งคู่
* ั ไม้หันอากาศ หางกังหัน ไม้ผัด
* ็ ไม้ไต่คู้ ไม้ตายคู้
* า ลากข้าง
* ิ พินทุ์อิ
* ่ ฝนทอง
* ํ นิคหิต นฤคหิต หยาดน้ำค้าง
* " ฟันหนู, มูสิกทันต์
* ุ ตีนเหยียด ลากตีน
* ู ตีนคู้
* เ ไม้หน้า
* ใ ไม้ม้วน
* ไ ไม้มลาย
* โ ไม้โอ
* อ ตัวออ
* ย ตัวยอ
* ว ตัววอ
* ฤ ตัวรึ
* ฤๅ ตัวรือ
* ฦ ตัวลึ
* ฦๅ ตัวลือ
วรรณยุกต์
วรรณยุกต์ในภาษาไทยมี 4 รูป 5 เสียง คำทุกคำในภาษาไทยจะมีเสียงวรรณยุกต์เสมอ แม้ว่าจะไม่มีรูปวรรณยุกต์แสดงให้เห็นก็ตาม
รูปวรรณยุกต์
* ่ ไม้เอก
* ้ ไม้โท
* ๊ ไม้ตรี
* ๋ ไม้จัตวา
* ้ ไม้โท
* ๊ ไม้ตรี
* ๋ ไม้จัตวา
เสียงวรรณยุกต์
* เสียงสามัญ
* เสียงเอก
* เสียงโท
* เสียงตรี
* เสียงจัตวา
* เสียงเอก
* เสียงโท
* เสียงตรี
* เสียงจัตวา
วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
shuffle
คือว่าฉันได้รู้จักกลุ่มเพื่อนที่เป็นพวกชอบเต้น Shuffle (มันเต้นทุกวันเลย
)
เข้าเรื่อง ก็เห็นว่ามันแบบน่าสนใจดี ไม่รู้ว่าที่ไทยฮิตไหม? ก็เลยลองเอามาให้ดู
การเต้นจะคล้ายๆ Breakdance มั้ง เพื่อนบอกต้นกำเนิดมาจาก Russia ไม่ต้องพูดไรมาก ดู Clip เลยดีกว่า
2 คนนี้ไม่รู้จักนะ หา Clip เอาใน Youtube เห็นเต้นเก่งดี
Clip VDO สอนท่า Basic ถ้าใครสนใจลองทำตามดู
เข้าเรื่อง ก็เห็นว่ามันแบบน่าสนใจดี ไม่รู้ว่าที่ไทยฮิตไหม? ก็เลยลองเอามาให้ดู
การเต้นจะคล้ายๆ Breakdance มั้ง เพื่อนบอกต้นกำเนิดมาจาก Russia ไม่ต้องพูดไรมาก ดู Clip เลยดีกว่า
2 คนนี้ไม่รู้จักนะ หา Clip เอาใน Youtube เห็นเต้นเก่งดี
Clip VDO สอนท่า Basic ถ้าใครสนใจลองทำตามดู
วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
สอบสัมภาษณ์
เตรียมตัวอย่างไร ให้ผ่านการสอบสัมภาษณ์
การสอบสัมภาษณ์ในอดีตจะเป็นขั้นตอนหลังที่ผู้สมัครต้องพบเจอเป็นขั้นตอนที่สอง หลังจากสอบผ่านข้อเขียนเรียบร้อยแล้ว แต่ในปัจจุบันด้วยสภาวการณ์การแข่งขันที่เปลี่ยนไป จำนวนสถานศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น หลาย ๆ หลักสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ และภาคภาษาอังกฤษ ที่ใช้การสอบสัมภาษณเป็นการคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนั้นๆ การสอบสัมภาษณ์ ที่ในอดีตผู้เข้าสัมภาษณ์จะผ่านเกือบร้อยเปอร์เซนต์ สำหรับการสัมภาษณ์เพื่อเข้าศึกษาต่อ แต่ในปัจจุบันมันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้สมัครเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรที่ใช้วิธีการสอบสัมภาษณ์เป็นการคัดเลือกหลักนั้น จะมีทั้งผู้สอบผ่าน และไม่ผ่าน ดังนั้น ผู้สมัครจึงควรมีการเตรียมตัวที่ดี
การเตรียมตัวเพื่อเข้าสอบสัมภาษณ์สำหรับเข้าศึกษาต่อในรับมหาบัณฑิต หรือปริญญาโท ไม่ว่าสาขาวิชาใด ๆ ผู้เข้าสอบควรมีการเตรียมความพร้อมต่อไปนี้ อย่างแรก ก็คงหนีไม่พ้นการแต่งกายที่จะสร้าง First impression ของเราให้กับอาจารย์ผู้สอบนะคะ ที่หลาย ๆ โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ อาจมีตำถามว่าควรแต่งชุดอะไรไปเข้าสอบดี ชุดนักศึกษา ชุดทำงาน ต้องใส่สูทผูกไทหรือไม่ คำตอบง่าย ๆ ก็คือชุดสุภาพ เรียบร้อย ผู้หญิงหากไม่ใส่กระโปรง ก็ควรเป็นกางเกงผ้าที่ดูเรียบร้อย อาจต้องพิเศษนิดนึงถ้าเป็นการสอบหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร ก็ควรใส่สูทไม่ว่าจะเป็นกระโปรง หรือกางเกงได้ทั้งนั้นค่ะ สำหรับผู้ชายคงต้องเป็นเสื้อเชิ้ต กางเกงแสล็ค หรือสูทสองชิ้นทั่วไปค่ะ ที่แน่ๆ ไม่ควรใส่ยีนส์นะคะ ไม่ว่าจะเป็นกระโปรง หรือกางเกงค่ะ อย่างที่สอง ก็คือ การเตรียมตอบคำถาม อาจทำได้โดยสอบถามผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านการสอบสัมภาษณ์เข้าหลักสูตรนั้น ๆ มาก่อน เพื่อที่จะได้ทราบถึงคำถามที่อาจารย์จะถาม อย่างไรก็ตามการรู้คำถามก่อนอาจสร้างความได้เปรียบให้ผู้เข้าสอบได้ หากผู้เข้าสอบได้นำเอาประเด็นคำถามนั้น ๆ มาพิเคราะห์ พิจารณาหาคำตอบที่เหมาะสม เพื่อให้ผ่านการสอบนั้นๆ ได้ค่ะ การเตรียมความพร้อมอย่างแรกนั้นไม่ยากไปกว่าเดินช๊อปปิ้งหาเสื้อผ้าที่เหาะสม อย่างที่สองจึงเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนสนใจให้ความสำคัญกันเป็นอย่างมาก
ดังนั้นจึงขอยกตัวอย่างคำถามสำหรับการสอบสัมภาษณ์ที่สำคัญนะคะ อย่างแรกที่ผู้สมัครจะถูกถาม หรือขอให้พูดก็คือ “แนะนำตนเอง” การแนะนำตนเองไม่ใช่แค่บอกชื่อ-นามสกุล ตำแหน่งงาน สถานที่ทำงาน หรือ ประวัติการศึกษาเท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ต้องพูดถึง แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ส่วนที่สำคัญในการแนะนำตนเองก็คือต้องขายความเป็นตัวตนของเรา ความสามารถของเรา และ/หรือวัตถุประสงค์ในการเลือกเรียนหลักสูตรนี้ นอกจากนี้อาจารย์อาจถามอีกว่า ทำไมจึงเลือกสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้ ต้องการอะไรจากหลักสูตรนี้ มีเวลาอุทิศให้กับการเรียนมากน้อยเพียงใด สามารถแบ่งปันอะไรกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้บ้าง เช่นประสบการณ์การทำงานของผู้สมัคร เป็นต้น นอกจากนี้อาจารย์บางท่านอาจถามอีกว่า ถ้าท่านสอบไม่ผ่าน หรือไม่ได้ทุน ท่านจะทำอย่างไรอีกด้วยนะคะ บางท่านอาจสอบถามเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาขาวิชาที่ท่านเรียน หรือกำลังจะเรียนเพื่อเป็นการทดสอบว่าท่านมีความรู้เพียงพอในการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนั้นๆ หรือไม่ เช่น ถ้าสอบเข้า MBA ท่านอาจถูกถามว่าคิดอย่างไรกับโฆษณาสินค้าตัวนั้น ตัวนี้ หรืออาจถามคำถามความเห็นของท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น
หลักการเตรียมการตอบคำถามต่าง ๆ ข้างต้น มีอยู่ง่าย ๆ ที่ว่าตอบให้เป็นตัวตนของเราให้มากที่สุด ตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด แสดงความคิดเห็นของท่านให้มากที่สุด Tips ง่าย ๆ สำหรับการเตรียมตัวเข้าสอบสัมภาษณ์ มีดังนี้
คำถามทั่วไป
1. เป็นตัวของตัวเอง แสดงออกถึงบุคลิกภาพให้ชัดเจน
2. ตอบคำถามทุกคถามด้วยความสัตย์ เปิดเผย และตรงไปตรงมา
3. ทำความเข้าใจคำถามให้ชัดเจน ว่าคำถามนั้นถามว่าอะไร ถ้าคำถามไม่ชัดเจน หรือไม่เข้าใจคำถาม ควรถามให้ชัดเจนก่อนตอบคำถาม
4. หลีกเลี่ยงการตอบคำถามแบบกำกวม
5. ศึกษาเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่สมัครเรียน
6. ตรงต่อเวลา และแต่งกายให้ดูดี สุภาพ เรียบร้อย
7. ทดสอบตนเองเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นของสาขาวิชานั้น ๆ บ้าง
คำถามเฉพาะ
1. อภิปรายถึงความสนใจพิเศษต่างๆ และ อาจถามถึงหลักสูตรนั้นๆ สามารถช่วยสร้างความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ มากขึ้นได้อย่างไร เช่น ถ้าสนใจเกี่ยวกับการลงทุน ก็อาจอภิปรายว่า การเรียน MBA สามารถช่วยให้รับรู้ และเข้าในเรื่องการจัดการการลงทุนไดดียิ่งขึ้น
2. สอบถามเกี่ยวกับผลงานวิจัยของสถาบัน และความสนใจพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่ท่านสนใจ
3. กล่าวถึงประวัติการทำงานของท่าน และประโยชน์ที่ท่านได้รับจากการทำงานนั้นๆ
4. ความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรนั้นๆ และ สิ่งที่หลักสูตรนั้นๆ จะเป็นประโยชน์ต่อท่านในอนาคต
5. ถ้ามีปัญหา เช่น เกรดเฉลี่ยน้อยเกินไป, คะแนนสอบต่ำเกินไป, หรือประสบการณ์การทำงานน้อยเกินไป ให้ตอบอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องขอโทษ หรือหาข้ออ้างใด ๆ อาจพูดถึงจุดอ่อน และจุดแข็งของตนเองได้
สุดท้ายนี้ การสอบสัมภาษณ์ เป็นการสอบที่มีวัตถุประสงค์โดยรวม เพื่อดูว่าผู้สมัครมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะศึกษาต่อในหลักสูตรนั้น ๆ หรือไม่ และยังเพื่อให้ทราบว่าผู้สมัครคนนั้น ๆ มีเวลาเพียงพอหรือไม่ที่จะอุทิศให้กับการศึกษาตั้งแต่เริ่มต้นจนจบการศึกษาในหลักสูตรนั้น ๆ
การสอบสัมภาษณ์ในอดีตจะเป็นขั้นตอนหลังที่ผู้สมัครต้องพบเจอเป็นขั้นตอนที่สอง หลังจากสอบผ่านข้อเขียนเรียบร้อยแล้ว แต่ในปัจจุบันด้วยสภาวการณ์การแข่งขันที่เปลี่ยนไป จำนวนสถานศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น หลาย ๆ หลักสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ และภาคภาษาอังกฤษ ที่ใช้การสอบสัมภาษณเป็นการคัดเลือกผู้สมัครเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนั้นๆ การสอบสัมภาษณ์ ที่ในอดีตผู้เข้าสัมภาษณ์จะผ่านเกือบร้อยเปอร์เซนต์ สำหรับการสัมภาษณ์เพื่อเข้าศึกษาต่อ แต่ในปัจจุบันมันไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ผู้สมัครเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรที่ใช้วิธีการสอบสัมภาษณ์เป็นการคัดเลือกหลักนั้น จะมีทั้งผู้สอบผ่าน และไม่ผ่าน ดังนั้น ผู้สมัครจึงควรมีการเตรียมตัวที่ดี
การเตรียมตัวเพื่อเข้าสอบสัมภาษณ์สำหรับเข้าศึกษาต่อในรับมหาบัณฑิต หรือปริญญาโท ไม่ว่าสาขาวิชาใด ๆ ผู้เข้าสอบควรมีการเตรียมความพร้อมต่อไปนี้ อย่างแรก ก็คงหนีไม่พ้นการแต่งกายที่จะสร้าง First impression ของเราให้กับอาจารย์ผู้สอบนะคะ ที่หลาย ๆ โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ อาจมีตำถามว่าควรแต่งชุดอะไรไปเข้าสอบดี ชุดนักศึกษา ชุดทำงาน ต้องใส่สูทผูกไทหรือไม่ คำตอบง่าย ๆ ก็คือชุดสุภาพ เรียบร้อย ผู้หญิงหากไม่ใส่กระโปรง ก็ควรเป็นกางเกงผ้าที่ดูเรียบร้อย อาจต้องพิเศษนิดนึงถ้าเป็นการสอบหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร ก็ควรใส่สูทไม่ว่าจะเป็นกระโปรง หรือกางเกงได้ทั้งนั้นค่ะ สำหรับผู้ชายคงต้องเป็นเสื้อเชิ้ต กางเกงแสล็ค หรือสูทสองชิ้นทั่วไปค่ะ ที่แน่ๆ ไม่ควรใส่ยีนส์นะคะ ไม่ว่าจะเป็นกระโปรง หรือกางเกงค่ะ อย่างที่สอง ก็คือ การเตรียมตอบคำถาม อาจทำได้โดยสอบถามผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านการสอบสัมภาษณ์เข้าหลักสูตรนั้น ๆ มาก่อน เพื่อที่จะได้ทราบถึงคำถามที่อาจารย์จะถาม อย่างไรก็ตามการรู้คำถามก่อนอาจสร้างความได้เปรียบให้ผู้เข้าสอบได้ หากผู้เข้าสอบได้นำเอาประเด็นคำถามนั้น ๆ มาพิเคราะห์ พิจารณาหาคำตอบที่เหมาะสม เพื่อให้ผ่านการสอบนั้นๆ ได้ค่ะ การเตรียมความพร้อมอย่างแรกนั้นไม่ยากไปกว่าเดินช๊อปปิ้งหาเสื้อผ้าที่เหาะสม อย่างที่สองจึงเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนสนใจให้ความสำคัญกันเป็นอย่างมาก
ดังนั้นจึงขอยกตัวอย่างคำถามสำหรับการสอบสัมภาษณ์ที่สำคัญนะคะ อย่างแรกที่ผู้สมัครจะถูกถาม หรือขอให้พูดก็คือ “แนะนำตนเอง” การแนะนำตนเองไม่ใช่แค่บอกชื่อ-นามสกุล ตำแหน่งงาน สถานที่ทำงาน หรือ ประวัติการศึกษาเท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ต้องพูดถึง แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ส่วนที่สำคัญในการแนะนำตนเองก็คือต้องขายความเป็นตัวตนของเรา ความสามารถของเรา และ/หรือวัตถุประสงค์ในการเลือกเรียนหลักสูตรนี้ นอกจากนี้อาจารย์อาจถามอีกว่า ทำไมจึงเลือกสมัครเข้าเรียนหลักสูตรนี้ ต้องการอะไรจากหลักสูตรนี้ มีเวลาอุทิศให้กับการเรียนมากน้อยเพียงใด สามารถแบ่งปันอะไรกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้บ้าง เช่นประสบการณ์การทำงานของผู้สมัคร เป็นต้น นอกจากนี้อาจารย์บางท่านอาจถามอีกว่า ถ้าท่านสอบไม่ผ่าน หรือไม่ได้ทุน ท่านจะทำอย่างไรอีกด้วยนะคะ บางท่านอาจสอบถามเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสาขาวิชาที่ท่านเรียน หรือกำลังจะเรียนเพื่อเป็นการทดสอบว่าท่านมีความรู้เพียงพอในการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนั้นๆ หรือไม่ เช่น ถ้าสอบเข้า MBA ท่านอาจถูกถามว่าคิดอย่างไรกับโฆษณาสินค้าตัวนั้น ตัวนี้ หรืออาจถามคำถามความเห็นของท่านเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น
หลักการเตรียมการตอบคำถามต่าง ๆ ข้างต้น มีอยู่ง่าย ๆ ที่ว่าตอบให้เป็นตัวตนของเราให้มากที่สุด ตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด แสดงความคิดเห็นของท่านให้มากที่สุด Tips ง่าย ๆ สำหรับการเตรียมตัวเข้าสอบสัมภาษณ์ มีดังนี้
คำถามทั่วไป
1. เป็นตัวของตัวเอง แสดงออกถึงบุคลิกภาพให้ชัดเจน
2. ตอบคำถามทุกคถามด้วยความสัตย์ เปิดเผย และตรงไปตรงมา
3. ทำความเข้าใจคำถามให้ชัดเจน ว่าคำถามนั้นถามว่าอะไร ถ้าคำถามไม่ชัดเจน หรือไม่เข้าใจคำถาม ควรถามให้ชัดเจนก่อนตอบคำถาม
4. หลีกเลี่ยงการตอบคำถามแบบกำกวม
5. ศึกษาเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย และหลักสูตรที่สมัครเรียน
6. ตรงต่อเวลา และแต่งกายให้ดูดี สุภาพ เรียบร้อย
7. ทดสอบตนเองเกี่ยวกับความรู้เบื้องต้นของสาขาวิชานั้น ๆ บ้าง
คำถามเฉพาะ
1. อภิปรายถึงความสนใจพิเศษต่างๆ และ อาจถามถึงหลักสูตรนั้นๆ สามารถช่วยสร้างความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ มากขึ้นได้อย่างไร เช่น ถ้าสนใจเกี่ยวกับการลงทุน ก็อาจอภิปรายว่า การเรียน MBA สามารถช่วยให้รับรู้ และเข้าในเรื่องการจัดการการลงทุนไดดียิ่งขึ้น
2. สอบถามเกี่ยวกับผลงานวิจัยของสถาบัน และความสนใจพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่ท่านสนใจ
3. กล่าวถึงประวัติการทำงานของท่าน และประโยชน์ที่ท่านได้รับจากการทำงานนั้นๆ
4. ความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรนั้นๆ และ สิ่งที่หลักสูตรนั้นๆ จะเป็นประโยชน์ต่อท่านในอนาคต
5. ถ้ามีปัญหา เช่น เกรดเฉลี่ยน้อยเกินไป, คะแนนสอบต่ำเกินไป, หรือประสบการณ์การทำงานน้อยเกินไป ให้ตอบอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องขอโทษ หรือหาข้ออ้างใด ๆ อาจพูดถึงจุดอ่อน และจุดแข็งของตนเองได้
สุดท้ายนี้ การสอบสัมภาษณ์ เป็นการสอบที่มีวัตถุประสงค์โดยรวม เพื่อดูว่าผู้สมัครมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะศึกษาต่อในหลักสูตรนั้น ๆ หรือไม่ และยังเพื่อให้ทราบว่าผู้สมัครคนนั้น ๆ มีเวลาเพียงพอหรือไม่ที่จะอุทิศให้กับการศึกษาตั้งแต่เริ่มต้นจนจบการศึกษาในหลักสูตรนั้น ๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)



